คลังเก็บหมวดหมู่: เรื่องเล่าจากกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส

ไฟล์ทที่สอง Venice,Italy

ช่างเป็นการรับน้องใหม่ที่น่าพิสมัยเสียยิ่งนัก ไฟล์ทแรกได้กลับบ้าน ไฟล์ทที่สองก็ได้ไปเมืองที่คนหลายคนในโลกอยากไปมากที่สุดแห่งหนึ่ง นครเวนิส ประเทศอิตาลี

 

ระหว่างที่ฉันและเจ้านายกำลังนอนหลับอยู่ ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมา

………กริ๊งงงงงงงงงงงงง………

เธอรับโทรศัพท์ด้วยเสียงงัวเงีย แต่พอรู้ว่าเป็นโทรศัพท์เรียกตัวไปบิน แถมได้ไปเวนิสเท่านั้นล่ะ ตาสว่างกันทั้งคนและกระเป๋าเลยทีเดียว

 

เธอรีบจัดของอย่างด่วน ไปอาบน้ำแล้วก็ออกมาจัดใหม่ ยัดนี่ใส่ ดึงนู่นออก จนฉันเองก็งงไปหมดแล้วว่าจะเอาอะไรไปกันแน่ แอร์มือใหม่เพิ่งหัดจัดกระเป๋าก็แบบเนี้ย

 

เธอมีเวลาไม่ถึงชั่วโมงในการเตรียมกระเป๋าและแต่งตัว ส่วนกระเป๋าอย่างฉันก็ได้แต่เตรียมพร้อมทุกสถานการณ์ ไฟล์ทที่แล้วเธอเล่นบรรทุกครก กระทะ อีโต้ และอื่นๆ ที่ไม่น่าเชื่อว่ากระเป๋าสี่เหลี่ยมความจุธรรมดาๆ อย่างฉันจะเอาอยู่ หวังว่าคราวนี้เจ้านายจะไม่ทำอะไรแบบนั้นอีกนะ ไม่อยากท้องป่องเป็นปลาทองแล้ว

 

และแล้วเมื่อเตรียมตัวเสร็จ เธอก็ลากฉันลงไปรอรถบัสลูกเรืออย่างที่เคย ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนเช่นเดิม จนเมื่อไปถึงตึกของสายการบิน เธอก็จัดแจงวางฉันไว้ในที่ปลอดภัยแล้วจึงแยกตัวไปเข้าห้องประชุม ทบทวนคำถามเรื่องความปลอดภัยก่อนบิน หลังจากนั้นก็ออกมาลากฉันไปขึ้นเครื่อง ฉันเริ่มทำหน้าที่ของฉัน แม้จะยังงกๆ เงิ่นๆอยู่บ้าง

 

เจ้านายเองก็เช่นกัน เห็น NIHON มาเล่าทีหลังว่า อยู่บนเครื่อง นั่งหน้าผู้โดยสารชาวอิตาเลียนหล่อๆ ทั้งสองหนุ่มหน่อยถึงกับทำอะไรไม่ถูก จนหนุ่มๆ ต้องบอกให้ใจเย็นๆ (คิกๆ) ไม่รู้ว่าตื่นเต้นเรื่องทำงานหรือเพราะมีหนุ่มๆ นั่งจ้องหน้าก็ไม่รู้ ฉันล่ะอยากเห็นหน้าหนุ่มอิตาเลียนสองคนนั้นเสียจริงๆ เห็นร่ำลือกันมานักต่อนักว่าผู้ชายชาตินี้หล่อนักหล่อหนา แต่กระเป๋าเดินทางอย่างเราจะมีบุญได้เห็นมากสุดก็คงเป็นพนักงานยกกระเป๋าที่คงเคยหล่อเมื่อสมัยตอนยังหนุ่มเท่านั้น เฮ้อ!

 

พอลงเครื่องแล้ว ฉันก็ได้ยินเสียงตัดพ้อจากเพื่อนๆ แอร์สาวหลายคนของเจ้านาย ว่าทำไมไม่บอกกันบ้างว่ามีคนหล่อนั่งอยู่แถวไหน ฟังแล้วก็ขำดี เรื่องของสาวๆ เขาพูดกัน

 

ระหว่างทาง โชคดีที่ฉันถูกวางทับกระเป๋าเดินทางใบอื่นๆ อยู่บนสุดในกอง เลยได้เห็นวิวทิวทัศน์ข้างทาง เวนิสเป็นเมืองที่ดูยังคงความเป็นยุโรปสมัยก่อนอยู่ บ้านที่อยู่อาศัยตามทางจะเป็นบ้านเล็กๆ สีสวยงาม บางบ้านก็มีเถาวัลย์พันดูสดชื่นและขลังไปในตัว ไม่ได้เป็นยุโรปทันสมัยแบบเมืองอื่นที่จะสร้างบ้านสไตล์โมเดินอย่างที่เราเห็นๆ กันในโทรทัศน์ อย่างไรก็ตาม พอเริ่มเข้าตัวเมือง ฉันก็เริ่มเห็นและรู้สึกได้ถึงความทันสมัยของตึกรามบ้านช่อง  เสียดายที่เจ้านายไม่ได้เก็บรูประหว่างทางมา แต่ถ้าได้ไปเห็นเองจะรู้สึกได้ว่า ความเป็นนครเวนิสนั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

 

เมื่อถึงโรงแรมแล้ว ลูกเรือทุกคนนัดหมายลงมาเจอกันในอีกหนึ่งชั่วโมง เจ้านายจึงรีบจัดแจงพาฉันไปห้องพักสุดหรูมองเห็นที่จอดเรือลำเล็กๆ ของโรงแรม แต่เธอไม่ได้สนใจส่วนนั้นเท่าไร เธอสนใจแค่ว่าต้องรีบทำเวลาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อลงไปให้ทันเวลานัดหมายของเพื่อนๆ ลูกเรือมากกว่า เธอเปิดตัวฉันออกแล้วเลือกชุดที่เตรียมมาไปใส่ ฉันเลยถือโอกาสระหว่างเธออาบน้ำมองดูวิวนอกหน้าต่างไปพลางๆ

หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เธอก็รีบวิ่งออกไป ส่วนฉันขอตัวพักผ่อนเงียบๆในห้องพักแล้วกัน (หาว)

…………….

…………………..

………………………….

เวลาผ่านไปจนเข้ายามวิกาล นับจากเวลาที่เจ้านายเดินออกไปตั้งแต่ตอนบ่ายสอง ตอนนี้จะเข้าวันใหม่อยู่แล้ว

 

“อะไรเนี่ย ดึกป่านนี้แล้ว เจ้านายยังไม่กลับอีกเหรอ นี่มันจะเที่ยงคืนแล้วนะ”

 

ฉันกระวนกระวายใจเพราะเจ้านายยังไม่กลับ ไม่รู้ว่าจะหลงทางหรือเปล่า เพราะครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เธอได้ไปเที่ยวสถานที่ซึ่งเธอไม่คุ้นเคยและไม่เคยไปมาก่อน ครั้งแรกที่ได้ไฟล์ทบินมาต่างประเทศ พูดไม่ทันขาดคำเธอก็เปิดประตูเข้ามา หน้าตาของเธอดูง่วงนอนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เห็นได้ว่าถึงจะง่วงแต่ก็ดูท่าวันนี้เธอคงสนุกน่าดู ฉันเห็นเธอนั่งดูรูปที่ถ่ายมา เธอไปจัตุรัสเซนต์มาร์ค ถ่ายรูปสวยๆ มาเยอะไปหมด แถมได้ล่องเรือกอนโดล่าด้วย น่าอิจฉาเสียจริง ที่ดีก็คือ กลุ่มเพื่อนๆลูกเรือต่อรองค่านั่งเรือกอนโดล่าจาก100กว่ายูโรเหลือเพียง80ยูโรเท่านั้น งานนี้เลยสบายกระเป๋ากันไปได้หน่อย ระหว่างนั่งเรือชมบ้านเมือง ฝีพายก็ร้องเพลงกล่อมไปด้วย มันคงจะโรแมนติกน่าดูถ้าใครได้มานั่งกับหวานใจ ระหว่างทาง เจอคุณตาคุณยายคู่หนึ่งโบกมือให้เรือของเธอเสียด้วย เป็นภาพที่น่ารักไปอีกแบบ

IMG_0941

รุ่งขึ้นอีกวัน เธอตื่นแต่เช้าออกไปเดินชมเมืองแถวโรงแรม แล้วก็กลับมาแต่งตัวเพื่อไปทำหน้าที่แอร์โฮสเตสเช่นเดิม  เพียงแต่ขากลับไม่มีหนุ่มหล่อสองคนนั้นนั่งตรงข้ามให้ใจหวิวเช่นขามาแล้ว NIHON แอบมารายงานว่า ทำงานได้มีสมาธิขึ้นมาก (วอกแวกเพราะชายหนุ่มจริงๆ เจ้านายเรา)

 

กลับมาถึงเมืองอาหรับ ฉันเห็นเจ้านายรีบเอารูปที่ถ่ายมาลงคอมพิวเตอร์เป็นอย่างแรก เธอคงอยากลงรูปให้พ่อเห็นด้วยกระมัง นั่งหัวเราะตอนดูรูปอยู่คนเดียวในห้องคิกคักๆ ดูแล้วก็ดูอีก

 

ทำงานเริ่มสนุกแล้วสิ เจ้านาย!

อ่านเพิ่มเติม ไฟล์ทที่สอง Venice,Italy

ไฟล์ทแรกของเจ้านาย กรุงเทพฯ

และแล้วการทำงานวันแรกของกระเป๋าอย่างฉันก็เริ่มต้นขึ้น ฉันตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก

เธอพับเสื้อผ้าใส่ตัวฉันอย่างดี แล้วเขียนป้ายติดกระเป๋า ว่าไป BKK เมื่อไปถึงที่ตึกของสายการบิน ฉันเจอผองเพื่อนกระเป๋าดำมากมาย แต่ก็ไม่ได้ทักทายอะไรมาก มีทั้งรุ่นพี่และเพื่อนๆ ต่างใบไปต่างที่ บางใบยิ้มแย้มมาเชียวเพราะได้ไปยุโรป แต่บางใบก็หน้ามุ่ยมาเพราะไปกรุงโจฮานเนสเบิร์ก เขาว่าที่นั่นโยนกระเป๋ากันบาดเจ็บมานักต่อนัก ส่วนฉันได้ไปบ้านเกิดเจ้านาย ดีใจจังเลยที่จะได้ไปเจอครอบครัวของเจ้านาย แต่ก็รู้ตัวว่าขากลับต้องแบกภาระหนักแน่ๆ แล้วก็คาดไม่ผิด

 

……………ไฟล์ทแรก กรุงเทพฯ……………

ตอนที่มาถึงกรุงเทพฯ  เธอดูเบิกบานเป็นพิเศษ ไม่เหมือนตอนอยู่บนเครื่อง หน้าตาเธอดูเกร็งๆ กลัวๆ คงเพราะรู้สึกประหม่ากับการปฎิบัติงานในฐานะลูกเรือเต็มตัวครั้งแรก โชคดีที่หัวหน้าลูกเรือเป็นคนไทย และรุ่นพี่ใน Business Class ก็เป็นคนไทย เธอเลยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี ไม่เพียงสองคนนี้เท่านั้น แอร์คนอื่นๆ ทั้งจีน ฝรั่ง แขก พอรู้ว่าบินไฟล์ทแรกก็ช่วยแนะนำเธอไปทุกอย่าง เธอยิ้มแป้นเลยทีเดียว แม้ลึกๆ แล้วจะรู้สึกหวั่นๆ อยู่บ้าง

 

เมื่อถึงเมืองไทย เธอลากฉันตามเพื่อนๆ แอร์ไป ทั้งเธอและฉันก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน แอร์ก็ใหม่ กระเป๋าก็ใหม่ หน้าที่ของเธอจบไปแล้วเมื่อเครื่องจอด แต่หน้าที่ของฉันยังไม่จบจนกว่าเธอจะถึงบ้าน

 

คนขับรถจับฉันยัดใส่ใต้รถ ในนั้นร้อนและอึดอัด ฉันต้องอยู่ในที่แคบๆ กับเพื่อนๆ กระเป๋าใบอื่น บางใบก็หนักแสนหนักแถมมานอนทับตัวฉันอีก ถึงจะไม่ชอบแต่มันก็เป็นหน้าที่

 

เมื่อรถถึงโรงแรม เจ้านายชะเง้อมองหาใครก็ไม่รู้ พอเจอก็โบกไม้โบกมือยิ้มยกใหญ่ แล้วเธอก็รีบวิ่งมาดึงฉันไปหา “พ่อของเธอ”

 

เธอลาเพื่อนๆ แอร์ พร้อมนัดหมายเวลาพรุ่งนี้ที่จะต้องกลับอาหรับ เวลาแห่งความสุขของเธอช่างน้อยเหลือเกิน แต่เธอก็ยังดีใจที่อย่างน้อยยังได้กลับบ้าน อย่ารอช้าเลย เธอรีบลากฉันตามพ่อไปขึ้นรถ

 

เมื่อถึงบ้าน ประตูบ้านก็เลื่อนเปิดรอรับเธออยู่แล้ว เธอรีบลงจากรถวิ่งไปหาคนที่เปิดประตูบ้านรอรับเธออยู่ เธอเรียกผู้หญิงคนนั้นว่า “แม่” ฉันแอบสังเกตเห็นว่า แม่ของเธอตาแดงๆ เธอเองก็เช่นกัน

 

หลังจากนั้น เธอก็วิ่งไปหาหญิงชราอีกคนที่เธอเรียกว่า “ยาย” เธอยกมือไหว้ยาย แล้วก็กอดและหอมแก้มยายยกใหญ่ ยายเองก็กอดเธอแน่น ฉันจำได้ว่าเธอเคยบ่นอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นห่วงยาย กลัวยายไม่สบายแล้วจะไม่มีคนพาไปหาหมอ วันนี้เพิ่งได้เจอตัวจริงของยาย บอกได้คำเดียวว่า คุณยายยังแข็งแรงอยู่ สบายมาก

 

เจ้าหมาสองตัว “เจและเอบี” เห่าลั่นแสดงความดีใจที่ได้เจอเจ้านายของมันอีกครั้ง เอบีเจ้าหมาพุดเดิ้ลทอยตัวน้อยกระโดดตัวลอย ส่วนเจ้าเจ โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวอ้วนก็รีบไปคาบลูกเทนนิสมาวางให้เธอโยนเหมือนทุกครั้งที่เคย ทำ เธอทักทายเจ้าสองตัวสักครู่ก่อนหิ้วฉันและ NIHON เข้าบ้านไป

 

เมื่อเข้าไปในบ้าน ทั้งเธอและฉันต่างตกใจกับรูปภาพที่พ่อของเธอปริ๊นท์แล้วเอามาใส่กรอบรูปนับสิบ ทุกรูปล้วนแล้วแต่เป็นรูปเธอทั้งสิ้น พ่อพูดว่าช่วงที่เธอไม่อยู่ พ่อคิดถึงเธอมาก ทุกค่ำจะไปนั่งรอโทรศัพท์จากเธอที่ตรงศาลากลางสวน ทุกเย็นเมื่อกลับมาบ้าน ไม่มีลูกสาวอยู่ด้วยเหมือนก่อน กินข้าวกับแม่สองคนเงียบๆ เหงาๆ ได้ฟังแล้ว แม้ฉันจะเป็นเพียงกระเป๋าแต่ก็เข้าใจความรู้สึกเป็นห่วงของคนเป็นพ่อเป็นแม่ที่มีลูกสาวคนเดียวได้อย่างดี

 

คืนนี้เธอได้กินแกงส้มผักกระเฉดของโปรดสมใจ พ่อแม่และยายนั่งมองเธอกินอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมชื่นชมลูกสาวในเครื่องแบบแอร์อาหรับว่าสวยน่ารัก เธอเองก็เล่าเรื่องราวต่างๆ ช่วงเทรนอย่างสนุกสนาน เรื่องเพื่อนๆ เรื่องเมืองอาหรับ เรื่องชีวิตทั่วๆ ไปที่นั่น

 

วันรุ่งขึ้นมีคนแปลกหน้าอีกสองคน เธอเรียกพวกเขาว่า “ป้ากับลุง” พวกเขาขับรถมาไกลเพื่อมาเจอเธอและเยี่ยมยาย เธอเปิดคอมพิวเตอร์โชว์รูปที่ถ่ายช่วงเทรนให้ทุกคนดู พุดคุยกันได้สักพักใหญ่ ป้ากับลุงก็เป็นอันต้องกลับเพราะบ้านอยู่ไกลกันกว่าหกสิบกิโล

 

แต่ความสุขก็ดูเหมือนจะสั้นเหลือเกิน เพียงแค่ข้ามคืนก็ถึงวันที่เธอต้องจากครอบครัวแสนรักกลับไปทำงานแดนไกลอีกครั้ง ยามเย็นย่องเข้ามา แสงอาทิตย์ดูอ่อนแรง และเมื่อตะวันลับขอบฟ้าก็เป็นเวลาที่เธอและฉันต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่ เวลาของครอบครัวที่ราวกับอยู่บนสวรรค์หมดลงแล้วสำหรับเธอ อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง โลกแห่งความเป็นจริงจะกลับมาหาพวกเราอีกครั้ง

 

เธอรีบจัดกระเป๋า พ่อของเธอก็มาช่วยอีกแรง พูดตรงๆ นะ ตอนขามามันไม่ค่อยมีของอะไร ฉันสบายตัวมากเลย แต่ขากลับก็เดาไว้แล้วล่ะ เธอทำให้ฉันดูเหมือนปลากระป๋องยังไงไม่รู้ ส่วนฉันเองรู้สึกเหมือนท้องอืดยังไงยังงั้น เธอแบกทั้งกระทะ ครก อีโต้ มีด ข้าวสาร ตัวฉันหนักอึ้ง แต่ยังไงฉันก็จะทำหน้าที่กระเป๋าลูกเรือให้ดีที่สุด สู้!

 

ก่อนออกจากบ้าน เธอบอกลาทุกคนรวมทั้งเจ้าหมาสองตัวที่เธอรัก ยายของเธอหน้าเศร้า ส่วนแม่ของเธอแม้จะบอกลูกสาวให้เข้มแข็งอย่าร้องไห้ แต่ตาของแม่เริ่มแดงแล้วก็มีน้ำตาคลอ เธอรีบยกฉันและ NIHON ใส่หลังรถแล้วขึ้นรถตามทันที คงเพราะกลัวจะหลุดร้องไห้ให้ทุกคนเห็นเป็นแน่ เมื่อพ่อขับรถออกจากบ้าน ระหว่างนั้นฉันแอบเห็นเธอมองกระจกข้าง และสิ่งที่ทั้งเธอและฉันเห็นก็คือยายและแม่มองรถที่เธอนั่งจนพ้นรั้วบ้านไป แล้วก็ก้มหน้าเดินกลับเข้าบ้านอย่างเศร้าสร้อย ต่อจากนี้ไปไม่รู้อีกเมื่อไรจะได้เจอกันอีก ฉันเองก็แอบเห็นว่าสีหน้าของเจ้านายนั้นก็เศร้าไม่แพ้ยายและแม่เช่นกัน

 

หลังจากการร่ำลาแม่และยายที่บ้านแล้ว ก็ยังมีอีกบททดสอบทางใจสุดท้ายให้เจ้านายได้เผชิญ นั่นก็คือการร่ำลาพ่อ เพราะหลังจากนี้แล้ว เธอจะต้องกลับไปอยู่ตัวคนเดียวอีกครั้งเช่นเคย

 

หากฉันพูดได้ ฉันจะบอกเจ้านายว่า “อย่างน้อย เธอยังมีฉันนะ อย่าเศร้าใจไปเลย”

 

(ขากลับเมื่อถึงอาหรับแล้ว คนขับรถที่มายกฉันลงให้เจ้านายถึงกับบ่นว่า ทำไมฉันหนักแบบนี้ เจ้านายได้แต่ยิ้มๆ)

IMG_0606
เห็นฉันไหมว่าในไหน?

อนุบาลแอร์โฮสเตส กลับไปโรงเรียนกันอีกครั้ง(4: ไฟล์ททดลองบิน Supy)

Supy Flight

ซูปี้ หรือในอีกความหมายง่ายๆ ก็คือ ไฟล์ททดลองบิน เป็นไฟล์ทบินไปกลับประเทศใกล้ๆ ที่จะให้แอร์มือใหม่ซึ่งเพิ่งเรียนจบทดลองเป็นผู้ช่วยแอร์ก่อนปฎิบัติงานจริง ส่วนมากก็มีโดนรับน้องกันแทบทุกคน

 

ซูปี้ของเจ้านาย ฉันอดไปด้วยอย่างน่าเสียดายเพราะไม่ได้มีการพักแรมที่เมืองนั้นๆ แต่เป็นการบินไปและกลับอย่างที่บอกไป บางทีฉันเองก็แอบอิจฉากระเป๋าลากอย่าง NIHON นะที่ได้ไปไหนทุกที่กับเจ้านาย การถูกทิ้งให้อยู่ใบเดียวมันเหงาอย่างบอกไม่ถูก

 

ถึงแม้ฉันจะไม่พูด แต่ NIHON เหมือนจะรู้ดีว่าฉันเองแอบน้อยใจ เธอก็พยายามมาเล่าเรื่องราวข่าวสารให้ฉันรู้สึกไม่เหงา เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเสมอ เพราะเรามีกันอยู่แค่สองใบ

 

วันนี้เป็นวันหยุดเตรียมตัว เหลืออีกไม่ถึง 24 ชั่วโมง เจ้านายจะเริ่มติดปีกในซูปี้ไฟล์ทครั้งแรกของเธอ

เธอดูตื่นเต้น จัดของตามรายการที่จดไว้ จัดแล้วจัดอีก นับแล้วนับอีก จน NIHON เวียนหัวเหมือนกัน

“รองเท้า มีแล้ว”

“ชุดกันเปื้อน มีแล้ว”

“ถุงมือ มีแล้ว”

“ครบแล้วนี่ เอ้! ขาดอะไรอีกรึเปล่าน้อ รื้อจัดอีกรอบแล้วกัน รองเท้า มีแล้ว ชุด…..”

เธอทำแบบนี้อยู่เป็นสิบรอบ NIHON ก็อ้าปากกระเป๋าจนน้ำลายยืดเลยทีเดียวเชียวกว่าเจ้านายจะจัดของเสร็จ

 

เธอเช็คตารางบินอีกรอบ ซูปี้ไฟล์ทแรกของเธอ TRIVANDRUM, INDIA และเมื่อไฟล์ทแรกมาถึง…..

 

ส่วนใหญ่เพื่อนๆ คนอื่นจะได้บินไฟล์ทแรกด้วยกัน มีส่วนน้อยเท่านั้นที่ต้องฉายเดี่ยว เจ้านายก็เป็นหนึ่งในส่วนน้อยนั้นด้วย ว่าไหมคนเรายิ่งกลัวอะไรมักยิ่งเจอ ถ้าไม่สู้ก็เป็นได้แต่ผู้แพ้

 

NIHON เล่าว่า เธอเดินเข้าไปในห้องประชุม เจอเพื่อนๆ พี่ๆ แอร์ทุกคนแนะนำตัว Purser หรือหัวหน้าลูกเรือดูสุขุมสมวัย เขาแนะนำเธอแก่ลูกเรือทุกคนในไฟล์ท ติดป้ายแดงให้เธอว่าเป็นมือใหม่หัดบิน และพูดเรื่องรายละเอียดของไฟล์ทนี้ต่อไป

 

“ผมหวังว่า ทุกคนคงยังจำไฟล์ทแรกของตัวเองได้ และคงเข้าใจความรู้สึกตื่นเต้น ความประหม่าได้อยู่ ผมจึงอยากขอให้ทุกคนช่วยดูแลน้องใหม่ของเราด้วย”

 

เจ้านายใจชื้น และรู้สึกดีใจที่ได้หัวหน้าที่เข้าใจเธอ

 

“อ้อ ผมมีอีกเรื่องหนึ่ง วันนี้บนไฟล์ทนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะมีผู้จัดการร่วมบินกับพวกเราด้วย ท่านบินกลับในช่วงพักร้อนเพื่อเยี่ยมครอบครัว ไม่ทราบว่าท่านเป็นผู้จัดการส่วนตัวของลูกเรือคนไหนหรือเปล่า ท่านชื่อคุณ ราแอม ตีตี้” (นามสมมติ)

 

ทุกคนในห้องนั่งเงียบ รู้สึกโชคดีที่ไม่ใช่ผู้จัดการของตัวเอง สักพักก็มีเสียงเล็กๆ เบาๆ ดังขึ้นว่า

 

“อุแว้ ผู้จัดการหนูเองค่ะ”

 

ทุกคนในห้องหัวเราะพร้อมกันดังลั่น ขำในชะตากรรมที่เล่นตลกกับเธอผู้นี้ น่าสงสารที่เธอผู้นี้ ก็คือเจ้านายของฉันเอง ไฟล์ทแรกของการทำงานวันแรกก็มีผู้จัดการตัวเองมาขึ้นไฟล์ทเสียแล้ว หน้าซีดไปเลยเจ้านายเรา

 

พอขึ้นเครื่อง เธอเรียนรู้ที่จะเตรียมของต่างๆ เพื่อต้อนรับผู้โดยสาร พวกเพื่อนๆ แอร์และสจ๊วตรุ่นพี่ก็ชวนเธอคุยตลอด  นิโคล่าคอยสอนและช่วยเหลือเธอทุกอย่าง เซบาสเตียนคอยปล่อยมุกขำให้เธอคลายเครียด และอีกคนที่ขาดไม่ได้ อามาน นายคนนี้กุมความลับของเจ้านายอยู่

 

บินไฟล์ทแรกก็เจอคำถามยากๆ เลย ผู้โดยสารถามเรื่องเวลา เธออ้ำอึ้งพยายามบวกลบคูณหาร นายอามานนี่แหละที่ช่วยชีวิตเธอไว้

 

ลูกเรือหลายเชื้อชาติกับผู้โดยสารชาวอินเดีย ช่วงเวลาบ่ายๆ กับความตื่นเต้นที่จะได้นั่งในห้องนักบินครั้งแรก

เป็นกฎที่ลูกเรือไฟล์ทหัดบินทุกคนจะต้องนั่งในห้องนักบินตอนเครื่องออกหรือลงจอด ทั้งนี้เพื่อเข้าใจอุปกรณ์ฉุกเฉินบางชิ้นในห้องคนขับนี้ และก็อาจเพื่อให้ชมวิวประทับใจก็เป็นได้

 

เธอหยิบกล้องออกมาเก็บภาพผืนดินที่เธอเพิ่งเหยียบอยู่เมื่อ2นาทีที่แล้ว ตอนนี้เธออยู่เหนือมันเกือบ 2,000 ฟุตได้ ความตื่นเต้นยังไม่ทันหาย สัญญาณรัดเข็มขัดก็ดับลง เธอรู้ทันใดว่าต้องออกไปช่วยงานเพื่อนๆ แล้ว

 

แม้เธอจะเสิร์ฟน้ำและอาหารได้ช้ากว่าเพื่อนๆ แต่หัวหน้าลูกเรือชั้น Economy ก็ปริปากชมเธอตลอดว่าช่วยงานได้มาก เธอยิ้มแก้มปริ

 

ช่วงพักกินข้าว มีแขกจาก Business มาเยี่ยมเธอ นายอามานนั่นเอง แม้ตัวเองจะเป็นลูกเรืออยู่ในชั้น Business แต่ก็เดินมาคุยเล่นกับทุกคนในชั้นประหยัดอยู่บ่อยๆ  บ่อยครั้งที่อามานพยายามส่งสายตาให้เจ้านาย เจ้านายเองก็รู้สึกแปลกๆ เจ้าหมอนี่มันยังไงกันแน่ ในห้องประชุมก็เห็นชอบแอบมองแล้วก็ยิ้มๆ นี่อย่าบอกนะ ว่า……?

 

“เธอเกิดวันที่ 29 เดือน 2 ใช่ไหม” อามานเริ่มปล่อยคำถามที่อมมานาน

“นี่รู้ได้ยังไงเหรอ ใครบอกคุณ” เจ้านายตกใจ

“แล้วเธอก็เมาหัวราน้ำในงานปาร์ตี้ฉลองเรียนจบที่สายการบินจัดให้ด้วยใช่ไหม” อามานหัวเราะก๊าก

“……..” เจ้านายอึ้ง

 

แบบนี้นี่เอง มิน่าละ อามานพยายามจะชวนเจ้านายคุยเหลือเกิน เป็นเพราะหมอนี่กุมความลับของเธออยู่นี่เอง ความลับที่เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าตานี่ไปรู้มาได้อย่างไร เรื่องวันเกิดฉันพอเดาได้ อามานคงดูมาจากแผ่นประวัติลูกเรือที่ Purser ทุกคนต้องมีก่อนขึ้นบินไฟล์ทนั้นๆ แต่เรื่องที่สองนี่สิ เดายังไงก็เดาไม่ออก

 

“ฉันเป็นรูมเมทของราโมน เพื่อนในชั้นเรียนเดียวกันกับเธอไงละ พอราโมนรู้ว่าเธอบินไฟล์ทนี้กับฉัน เขาก็จัดแจงแฉความในของเธอจนหมดสิ้น วะฮ่าๆ” อามานหัวเราะเยาะ

 

เจ้านายเริ่มหน้าแดงพูดอะไรไม่ออก คงนึกไม่ถึงล่ะสิว่าจะมีคนรู้ความลับอันน่าอับอายที่เธอไปดื่มจนขาดสติ แล้วมุดโต๊ะร้องไห้คิดถึงปะป๊ามะม้าอยู่ในผับจนเพื่อนๆ ต้องหามกลับบ้าน อย่าหาว่าฉันเป็นกระเป๋าไม่เข้าข้างเจ้านายเลยนะ แต่อยากจะหัวเราะให้ล้อหัก สุราไม่เคยทำให้อะไรดีขึ้นหรอก น้องๆ หนูๆ ที่อ่านอยู่อย่าทำตามนะจ๊ะ

 

คุยกันได้สักพัก ผู้จัดการส่วนตัวของเธอก็มาเยี่ยมที่ด้านหลัง คุยถามเรื่องราวความรู้สึกการบินไฟล์ทแรกของเธอ เธอทำตัวเจี๋ยมเจี้ยมอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็ไม่ลืมพกความกล้าถามเรื่องขอลาหยุดกลับไปรับปริญญาในอีกสองเดือนข้างหน้า คำตอบที่เธอได้ ก็ไม่ต่างจากที่หวัง ไม่สิ ไม่ได้คาดหวังอะไรเลยต่างหาก

 

“ลองคุยเรื่องนี้กับผมอีกทีแล้วกัน”

 

ราแอมตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ และรอยยิ้มที่ไม่แสดงอารมณ์ ฉันเคยได้ยินเจ้านายพูดในโทรศัพท์กับพ่อแม่เธอเสมอว่า ถ้าผู้จัดการไม่อนุญาตให้เธอกลับไทยไปรับปริญญา มอว่า เธอยอมลาออกเพื่อกลับไปรับปริญญา แม้ทุกคนจะหาว่าเธองี่เง่ามากก็ตามที่ยอมสละงาเธอจะยอมลาออก แม้ทุกคนจะหาว่าเธองี่เง่ามากก็ตามที่ยอมสละงานที่จาก 2,000 จะมีเพียง 20 คนเท่านั้นที่ได้รับเลือก เธอรู้ดีว่าสำหรับเธออะไรสำคัญที่สุด เธออยากเห็นพ่อแม่และยายมีความสุขในวันรับปริญญา

 

เหตุผลนี้มันยากที่คนอื่นจะเข้าใจ และการตัดสินใจช่างเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อน เจ้านายใช้ความรู้สึกล้วนๆ

เมื่อเครื่องใกล้แลนด์ ก็เป็นอีกครั้งที่เธอได้เข้าไปนั่งชมวิวในห้องนักบิน แต่จริงๆ แล้วเธออยากจะอยู่กับเพื่อนๆลูกเรือในห้องโดยสารมากกว่า เพราะจะได้มีโอกาสเรียนรู้งานไปด้วย

 

ออกบินมาตั้งแต่บ่าย ถึงอินเดียก็เย็นแล้ว ขาบินกลับอาหรับก็เป็นเวลาเกือบตีสอง เธอเริ่มโงนเงนเพราะปกติเวลานี้เธอคงกำลังซุกตัวอยู่ในผ้าห่มนอนหลับปุ๋ย วันนี้เป็นวันแรกที่เธอออกมาท่องราตรีอยู่บนท้องฟ้า

 

เมื่อเครื่องจอด ทุกคนต่างแยกย้ายกลับ เธอเองก็เช่นกัน

“กลับด้วยกันไหม ราโมนก็จะกลับกับฉัน พอดีไฟล์ทเขาลงเวลาเดียวกันพอดี นั่งรถไปด้วยกันแต่เดี๋ยวฉันไปส่งเธอที่ตึกก่อน” อามานยื่นข้อเสนอ

 

เธอเองก็ยังไม่คุ้นกับระบบรถบัสลูกเรือของที่นี่เพราะเป็นครั้งแรกที่นั่ง ยังไม่รู้สายไหนไปตึกไหน เลยตอบตกลง เพราะคิดว่าอย่างน้อยมีเพื่อนนั่งรถบัสกลับด้วยกันก็อุ่นใจกว่า

“ได้สิ ดีเลย จะได้ทักทายราโมนด้วย”

 

ที่ไหนได้ นายอามานขับรถออกมา เธอเลยได้ติดรถเพื่อนใหม่คนนี้กลับบ้านสบายไป นับเป็นมิตรภาพและความทรงจำที่ดีสำหรับไฟล์ทแรกของเธอ ที่มีทั้งผู้จัดการส่วนตัวขึ้นเครื่อง แถมเจอเพื่อนร่วมงานที่เอาความลับมาแฉ เท่านั้นไม่พอยังเกิดเหตุการณ์สัญญาณไฟไหม้ดังขึ้นเพราะมีผู้โดยสารแอบสูบบุหรี่ในห้องน้ำ นับเป็นไฟล์ทซูปี้แรกที่น่าประทับใจจริงๆ จนเธอแทบจะทนรอไปบินไฟล์ทซูปี้ที่สองเสียไม่ไหว ทนไม่ไหวจนกระทั่ง….

บ่ายของวันรุ่งขึ้น ฉันเห็นเธอแต่งตัวออกไปอีกครั้ง แล้วก็กลับมาภายในไม่ถึงชั่วโมง

(ฟิ้ว……..ฟิ้ว……เสียงลมพัด)

เธอไปผิดวัน!

สงสัยว่าคงรอไม่ไหว อยากบินจัด เลยไปเร็วกว่าตาราง 1 วัน คิก คิก กลับมาหน้าจ๋อยทีเดียว

95597323_284050372609734_3370294711578263552_n

ซูปี้ไฟล์ทที่สอง ISTANBUL, TURKEY

 

ว่ากันว่า มีดีก็ต้องมีร้าย ถ้าไฟล์ทแรกพบเจอแต่คนดีๆ ไฟล์ทนี้ก็คงมีหายนะรอเธออยู่

ช่างเป็นไฟล์ทที่ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย หัวหน้าของเธอติการทำงานของเธอไปทุกอย่าง ซึ่งตรงข้ามกับไฟล์ทแรกโดยสิ้นเชิง เพื่อนๆ ก็ทำงานตัวใครตัวมัน ไม่ค่อยมีใครยื่นมือช่วยใคร แต่ถึงแม้มันจะเป็นฝันร้าย มันก็ช่วยทำให้เธอเรียนรู้เรื่องการทำงานมากขึ้น ว่าตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน เราจะไปหวังพึ่งใครแบบเด็กๆ ไม่ได้ ดังนั้นเธอต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นแอร์มืออาชีพให้เร็วที่สุด

 

จบไฟล์ทนี้ ทุกคนก็แยกย้ายกลับ ไม่มีใครกล่าวลาใคร เธอกลับตึกด้วยอารมณ์เศร้าๆ เธอยังไม่รู้หรอกว่าภายในอีกไม่กี่วัน ไฟล์ทแรกในชีวิตที่เธอปฏิบัติงานในฐานะลูกเรือเต็มตัวกำลังจะมาถึง รวมทั้งเป็นไฟล์ทแรกของฉันที่จะได้ทำหน้าที่กระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตสครั้งแรกด้วย และที่สำคัญ เธอคงไม่รู้หรอกว่าสถานที่ที่เธอได้รับมอบหมายให้ไปบินค้างคืนคือ………………………….

 

อนุบาลแอร์โฮสเตส กลับไปโรงเรียนกันอีกครั้ง(3)

คอร์สที่สอง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เมื่อสอบผ่านวิชาเครื่องบินศาสตร์ ก็ถึงเวลาเรียนเรื่องยากอีกเรื่องหนึ่ง  การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ความจริงแล้วการปฐมพยาบาลก็ไม่ยากอะไรหรอก แต่ที่ยากก็คือคำศัพท์ทางการแพทย์รวมทั้งชื่ออุปกรณ์ที่ถ้าไม่ใช่เจ้าของภาษาก็ต้องนั่งท่องเป็นการใหญ่เหมือนกัน คราวนี้เปลี่ยนคอร์ส จึงเปลี่ยนเทรนเนอร์ แต่ถึงแม้เทรนเนอร์จะไม่ใช่พี่แซสซี่แล้ว แต่เจ้านายก็ดูจะไม่กังวลเสียเท่าไร คงเพราะเธอสนิทกับเพื่อนๆ ในกลุ่มเป็นอย่างดีแล้วนั่นเอง

 

อาทิตย์นี้ผ่านไปอย่างเรียบง่าย แม้จะเห็นมีเครียดบ้างตรงคำศัพท์ทางการแพทย์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่อย่างน้อยก็ไม่ร้องไห้สติแตกแบบสอบครั้งแรกอีก

 

คอร์สที่สาม คอร์สสุดท้าย การบริการบนเครื่อง

ดูเหมือนจะเป็นวิชาที่ง่ายที่สุดแต่ก็กลับทำให้เจ้านายเครียดที่สุดด้วย ไม่รู้ว่าเป็นข่าวร้ายหรือดี กลุ่มเรียนของเจ้านายถูกแบ่ง เพื่อนๆ ทุกคนต้องกระจายไปอยู่กับกลุ่มอื่น แต่ก็โชคดีที่กลุ่มใหม่ที่เจ้านายไปอยู่ก็คือ กลุ่มเด็กโข่ง อันคุ้นเคย

 

กลุ่มเด็กโข่งในที่นี้คือกลุ่มเด็กเรียนที่มารวมตัวกันเฉพาะกิจอยู่สม่ำเสมอ และมักจะมีวีรกรรมอะไรขำๆ เมื่อสมาชิกทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า เด็กโข่งเหล่านี้มักจะพยายามรวมตัวกันเวลาทานข้าว ช่วงแรกที่ยังไม่มีการแบ่งกลุ่ม สมาชิกทุกคนของกลุ่มนี้มักจะคุยหยอกล้อกันจนเป็นภาพชินตา แต่ภายหลังได้มีสมาชิกท่านหนึ่งของกลุ่มถูกแยกออกไปอยู่กลุ่มเรียนกลุ่มใหม่ตามที่ทางบริษัทได้จัดไว้ จึงทำให้กลุ่มนี้ขาดความเป็นสมาชิกภาพไป เอาเป็นว่าฉันขอแนะนำสมาชิกกลุ่มดังนี้

 

คนแรก เมดี้ เพื่อนชาวฝรั่งเศสที่สนใจภาษาไทยและชอบประเทศไทยเป็นพิเศษ ตานี่ก็มีอะไรเด็กๆไม่แพ้เจ้านายเราเหมือนกัน

 

อีกคนหนึ่งเพื่อนชาวไทยด้วยกัน สาวจอย ที่มีอารมณ์ขันเป็นพิเศษ  จอยทำได้ทุกหน้ายกเว้นหน้าปกติ ฉันขอเรียกเธอว่า จอยพันหน้า

 

คนที่สาม เคธี่ สาวแคเนเดียนเชื้อสายเกาหลี ที่ยอมรับว่าโหดมันฮาจริงๆ หล่อนมักจะขี้ลืมเป็นที่สุด ที่หนักสุดเห็นจะเป็นลืม…. (ไว้จะเล่าให้ฟังทีหลังแล้วกัน)

 

คนสุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นเจ้านายของฉันเอง แม้เธอจะโดนแยกกลุ่มออกไปตามรายชื่อที่ทางสายการบินจัดให้โดยไม่ได้ถามความสมัครใจ แต่เมื่อมีเวลาว่างสี่คนนี้ก็ยังมารวมตัวกันเสมอราวกับมีแม่เหล็กดูดพวกเขาทั้งสี่ไว้ด้วยกัน วันแรกที่เจ้านายโดนแยกกลุ่ม เมดี้น้อยของเราก็ถามจอยพันหน้าว่า

 

“Where is Guan-Teen?”  เมดี้ร้องหาเจ้านาย

 

Guan-Teen  เปรียบเสมือนชื่อเล่นที่เมดี้ตั้งให้เจ้านายเราโดยไม่ตั้งใจ ความจริงแล้วเจ้านายเพียงแต่หลุดพูดคำนี้ ติต่างเป็นคำชื่นชมความ…..ของเมดี้น้อย พอรู้ความหมายเท่านั้นล่ะ เมดี้น้อยจัดแจงมอบชื่อนี้ให้เป็นเกียรติแก่เจ้านายทันที เจ้านายเองก็คงไม่ได้เต็มใจรับเสียเท่าไรนัก

dubai 501

อีกวีรกรรมหนึ่งที่ไม่นึกว่า จอยพันหน้า จะทำกับเจ้านายได้ลงก็คือ การเอาวิดีโอที่อัดกันเล่นๆไปเปิดให้เพื่อนๆ ในกลุ่มอื่นดู ในวิดีโอนั้นพวกเธอคงแค่ตั้งใจถ่ายกันเล่นๆ เท่านั้นจริงๆ  แต่เมื่อแพร่ภาพออกไปแล้วก็เล่นทำให้ภาพพจน์เจ้านายเราบิดเบือนไปไม่ใช่น้อย

 

ในวิดีโอ มิใช่ภาพเซ็กซี่หรือนุ่งน้อยห่มน้อยแต่อย่างใด แต่เป็น……

 

วิดีโอออกกำลังกายที่เจ้านายเกล้าแกละแต่งตัวเป็นโฟร์มด คู่หูดูโอ้กับจอยพันหน้าร้องเพลง “หนูมาลี”

 

วันรุ่งขึ้นเธอกลายเป็นคนดังโดยไม่รู้ตัว แม้เพื่อนๆ จะร้องเพลงหนูมาลีมีลูกแมวเหมียวไม่ได้ แต่กลายเป็นว่าไม่ว่าเธอเดินไปไหนก็จะมีเสียงคนร้องว่า  “เหมียว เหมียว” แล้วก็เต้นล้อเธอไปด้วยตามทาง NIHON เล่าไปก็ขำไป เห็นบอกว่าเล่นเอาเจ้านายยิ้มไม่ออกเลยทีเดียว  อย่าหาว่าฉันใจร้ายเลยนะ แต่อยากจะบอกว่า “สมน้ำหน้า” (คิกๆ)

 

 

และสุดท้าย วีรกรรมเจ้าแม่เคธี่ของเรา มันขำก็ตรงที่นิสัยป้ำๆ เป๋อๆ ของหล่อนนั่นแหละ ที่วันหนึ่งเธอลืมใส่เสื้อในมาเรียนเฉยเลย เธออ้างว่าเธอง่วงมากจนตื่นสายจึงทำให้ลืมใส่ชิ้นส่วนชิ้นสำคัญไป แต่ก็ไม่มีใครสังเกตเห็นหรอกนะ เพราะเธอมันสาวไร้มิติ (นี่ฉันกลายเป็นกระเป๋าปากร้ายไปแล้วเหรอเนี่ย)

 

สี่คนนี้อยู่ด้วยกันแล้ว เหมือนเด็กโข่งในโรงเรียนประถมยังไงก็ไม่รู้  ฉันและ NIHON เห็นตรงกัน ณ จุดนี้

 

แต่ถึงแม้จะรวมตัวกัน เคธี่และเมดี้กลับเล่นน้อยลง ส่วยจอยกลับกลายเป็นคู่หูตัวติดกันกับเจ้านายไปแทน อย่างไรก็ตามทั้งสี่คนนี้ก็ยังช่วยกันเรียนช่วยกันเล่นเหมือนเดิม

 

เทรนเนอร์ของคอร์สบริการบนเครื่องบินนี้ทำเอาหลายๆ คนเครียดเหมือนกัน คนแรกคือเทรนเนอร์รุ่นใหญ่ชาวมาเลย์ แม้จะดูเป็นผู้ใหญ่ใจดี แต่จริงๆ แล้วเธอก็มีระเบียบเป๊ะๆ ของเธอเช่นกัน ส่วนอีกคน เป็นผู้ชายสายตาคมจากเมืองผู้ดีอังกฤษ ที่เนี้ยบเสียยิ่งกว่าผู้หญิงบางคนเสียอีก ทั้งสองนี้เรียกได้ว่าเป็นคู่เนี้ยบเฮี้ยบดุประจำโรงเรียนเลยคู่หนึ่ง

 

สิ่งที่ทำให้เจ้านายเครียดจนน้ำตาร่วงอีกทีก็คือ แรงกดดันจากตัวเองที่คิดว่าเธอมีความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด ทั้งที่จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแนบท้ายมาด้วยเกียรตินิยม แต่สิ่งที่ได้มานั้นกลับทำให้เธอรู้สึกเหมือน กบในกะลา

 

และในช่วงเวลาที่แย่ที่สุดช่วงหนึ่ง สองคนที่คนเรามักจะไม่นึกถึงเวลามีความสุขก็จะเข้ามาปลอบประโลมเมื่อเรามีความทุกข์ “พ่อและแม่”

 

                                “จงสู้อย่างนักกีฬา ทำให้เต็มที่ แต่ถ้าแพ้ก็อย่าเสียใจ เพราะเราทำเต็มที่แล้ว”

จาก พ่อ April 23

 

หลังจากอ่านข้อความ เธอก็นั่งร้องไห้บนเตียงนอนอยู่สักพัก แล้วจึงหันมาตั้งใจอ่านหนังสือต่อ พูดตามตรงนะ ฉันรู้สึกเหมือนกำลังมองคนคนหนึ่งกำลังเติบโตไปอีกขั้น ฉันเข้าใจนะ เจ้านายไม่เคยต้องอยู่ไกลบ้าน ความเหงา ความคิดถึง ความท้อ มันมารุมเร้าเธอ และด้วยความที่เธอก็ไม่มีภูมิต้านทาน เธอจึงล้มได้ง่ายกว่าคนทั่วไป แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นในตัวเธอก็คือ ความมุ่งมั่นและเป้าหมาย แม้จะอยู่ด้วยกันไม่นาน แต่ก็รู้ใจว่าเธอเป็นคนไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แม้จะขี้บ่นไปหน่อย ท้อง่ายไปนิด แต่เธอคงไม่มีวันหนีกลับบ้านแน่นอน

 

เจ้านายจ๋า ฉันอยากบอกเธอ ตอนนี้เธอกำลังเรียนเพื่อรับปริญญาอีกใบ ปริญญาใบนี้เธอเรียนจากหนังสือไม่ได้ เธอท่องไม่ได้ และไม่มีใครสอนเธอได้ แต่เธอต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง นั่นคือเธอกำลังเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ใหญ่

ฉันเชื่อว่าเธอทำได้

 

แล้วเธอก็ทำได้ เจ้านายสอบผ่านครบทุกคอร์ส

 

วันรับประกาศนียบัตร แม้จะไม่มีพ่อแม่มาเป็นกำลังใจ แต่ทั้งฉันและ NIHON ภูมิใจในตัวเธอมากนะจ๊ะ

 

เหลืออีกไม่กี่อาทิตย์ จะเป็นเวลาที่เธอจะได้ขึ้นบินในฐานะ ผู้ช่วยลูกเรือ

 

และแล้ว ไฟล์ททดลองบิน ก็มาถึง….

dubai 490

อนุบาลแอร์โฮสเตส กลับไปโรงเรียนกันอีกครั้ง (2)

มุกตลกสากล : คำสบถ

เริ่มสนิทกันไม่เท่าไร แม้จะมาจากต่างชาติต่างภาษาและต่างวัฒนธรรม แต่ทุกคนต่างต้องการมิตรภาพ

 

เจ้านายของฉันยื่นไมตรีให้กับเพื่อนชาวต่างชาติด้วยการสอนภาษาไทยให้พวกเขาได้รู้จักความเป็นไทยในตัวเธอ เธอยิ้มแย้มและทำให้เพื่อนๆ หัวเราะได้เสมอ และเธอก็อยากแบ่งปันอารมณ์ขันนั้นให้กับเพื่อนๆ คนอื่น

 

เริ่มด้วยคำทักทายที่พูดกันในกลุ่มเล็กๆ และขยายตัวเป็นรู้กันทั้งกลุ่มใหญ่ ทุกคนต่างยิ้มแย้มให้กันเวลาพูดคำว่า….(ขออนุญาตไม่เอ่ย บอกแค่ว่าเป็นคำอุทานที่คนฟังถึงกับสะดุ้งโหยงละกัน)

 

ฉันและ NIHON ได้แต่ก่ายหน้าผากแล้วอุทานพร้อมกันว่า “เจ้านายฉัน!”

 

เธอทำตัวราวกับเป็นทูตวัฒนธรรม เผยแพร่คำสบถแก่ชาวต่างชาติ แล้วคราวนี้ถ้าเกิดมีคนเผลอเอาไปพูดบนเครื่องเข้าจริงๆ เจ้านายฉันนี่ล่ะตัวการเลย เท่านั้นไม่พอ เพื่อนๆ จากชาติอื่นๆ ก็ผลัดกันสอนคำสบถของภาษาตัวเองให้กันและกันอย่างเพลิดเพลินราวกับว่ามันฟังรื่นหูยังไงยังงั้น

(เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีควรได้รับคำแนะนำจากผู้ปกครองในการอ่าน)

 

เชียร์ลีดเดอร์ VS. เครื่องดื่มมึนเมา

เมื่อเรียนจบคอร์สเครื่องบินศาสตร์ เพื่อนๆ ก็โทรนัดกันไปเที่ยวฉลองความสำเร็จ

 

……..กริ๊งงงงงงงงง…………

“แก วันนี้ไปเที่ยวผับกันมั้ย ” เสียงเพื่อนสาวชาวไทยคนหนึ่งโทรมาชวน

“แต่ เราไม่เคยไปเที่ยวกลางคืนมาก่อนเลย ขอเราโทรขอพ่อก่อนนะ” เธอตอบประหนึ่งว่าต้องขอหลักฐานลงทะเบียนเข้าผับจากพ่อ

“ไม่ต้องขอ เดี๋ยวพ่อก็ไม่ให้มาหรอก” เพื่อนสาวค้าน

“ไม่ให้ก็จะไปแหละ แค่ขอถามให้สบายใจ ถ้าไม่ให้ ยังไงเราก็ไป” เจ้านายยืนยันอย่างมั่นใจ

 

เจ้านายหนอเจ้านาย  ฉันล่ะอยากจะหยิบไม้เรียวมาตีก้นเธอจริงๆ ทำไมทำตัวแบบนี้นะ ไปเที่ยวผับก็ไม่พ้นต้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แน่ๆ แล้วเด็กๆ อย่างเธอดื่มเหล้าครั้งแรกจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า ขอให้คุณพ่อเจ้านายห้ามปรามให้อยู่ด้วยเถอะ

 

“วันนี้หนูขอไปเที่ยวกับเพื่อนนะพ่อ ไปกันเยอะไม่ต้องห่วง เอาน่าๆ แค่นี้นะ” เจ้านายพูดไม่ถึง 5 นาทีแล้วก็ตัดสายไป

 

ไม่ว่าคุณพ่อจะพยายามห้ามปรามเธอเท่าไร เธอก็ไม่ฟัง จะไปลูกเดียว ฉันล่ะอยากจะลงโทษเธอเสียจริงๆ ทำไมทำตัวแบบนี้ แล้วคุณพ่อท่านจะเป็นห่วงแค่ไหน เรียนจบเป็นบัณฑิตแล้วทำไมยังทำตัว……

(ปั้ง!)

 

อ้าว นี่ไปไหนเนี่ย กลับมาฟังฉันพูดให้จบก่อนสิ อย่าปิดประตูหนีไปอย่างนี้นะ เจ้านาย กลับมานี่นะ!

 

คืนนั้นฉันไม่เป็นอันได้นอน นี่ห้าทุ่มแล้วแต่เจ้านายก็ยังไม่กลับ เจ้านายออกไปตอนหัวค่ำ เห็นเธอว่าจะไปทานข้าวกับเพื่อนๆ ก่อน  ห้าทุ่มผับคงเพิ่งเริ่ม โอ๊ย จะเป็นอะไรรึเปล่านะ ไม่เคยกินเหล้าเที่ยวผับมาก่อน ถ้าไปเจออันธพาลเข้าจะทำยังไง อยู่ต่างบ้านต่างเมืองไม่มีคนช่วยได้ด้วย

 

เที่ยงคืนผ่านไป………………

ตีหนึ่งผ่านไป…………………

ตีสองผ่านไป…………………

 

ฮุเล่ ฮุเล่ ฮุเล่ฮ่าๆ แสงแดด ยอดหญ้า วินเนอร์คือข้า สีเขียวเยี่ยวม้า ………..น่ารักมั้ยค๊าา…………

 

“นี่ๆ NIHON เธอได้ยินเสียงอะไรรึเปล่า เสียงเหมือนเขามีกีฬาสีอยู่ชั้นล่าง” ฉันถาม NIHON

 

“จะบ้าเหรอ ใครที่ไหนจะมาเล่นกีฬาตอนตีสอง จะมีก็คงแต่คนบ้าเท่านั้นละ เดี๋ยวนะ ฉันขอแอบดูตรงหน้าต่างก่อน” NIHON แอบมองผ่านม่าน โชคดีที่เจ้านายวางเธอไว้ตรงหน้าต่าง

 

“ตายแล้ว! นั่นมันเจ้านายนี่ เต้นแร้งเต้นกาอะไรอยู่ก็ไม่รู้ ร้องเพลงเชียร์ไปด้วย” NIHONตกใจ

 

“อะไรเนี่ย นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่า เจ้านาย….เมา?”

 

อีกสักพักก็มีเสียงเปิดประตูห้อง เพื่อนๆ หิ้วปีกเจ้านายเข้ามา เธอเดินโซซัดโซเซแล้วก็ทรุดลงบนเตียง หลับครอกในทันใด เป็นภาระหนักให้เพื่อนๆต้องดูแล

 

คืนนั้นทั้งคืน ฉันและ NIHON ถกเถียงกันเรื่องเนื้อเพลงและท่าเต้นแร้งเต้นกาของเจ้านายเมื่อก่อนหน้านี้ ว่าดูไปแล้วมันคลับคล้ายกับเชียร์ลีดเดอร์โรงเรียนประถมยังไงยังงั้น หรือว่าที่จริงแล้วเจ้านายแค่ไม่รู้จะเต้นท่าอะไรในผับ เลยโผล่เป็นท่าเต้นเชียร์กีฬาสีกันแน่

 

ปล. พวกเราก็ได้แต่ตั้งสมมติฐานกันไปเล่นๆ เท่านั้นเอง ตามประสากระเป๋าอดเข้าผับ

IMG_2596

อนุบาลแอร์โฮสเตส กลับไปโรงเรียนกันอีกครั้ง(1)

คอร์สแรก เครื่องบินศาสตร์ (ศัพท์ที่กระเป๋าอย่างฉันบัญญัติขึ้นเอง)

ช่วงเดือนแรก แม้ฉันจะยังไม่ได้เริ่มออกไปปฏิบัติงาน เพราะเป็นช่วงเตรียมตัวบินของเจ้านาย จึงมีแต่ NIHONเท่านั้นที่ได้ไปโรงเรียนเตรียมแอร์วิทยาลัยกับเธอ ตามประสากระเป๋าสอดรู้อย่างฉันและด้วยความช่างคุยของNIHON เจ้านายไม่รู้หรอกว่าเราแอบคุยภาษากระเป๋ากันทุกวันตอนเธอนั่งทบทวนวิชา

 

“วันนี้เจ้านายโดนแบ่งกลุ่มเรียนแล้วละ เห็นเธอกลุ้มใจที่ทั้งกลุ่มไม่มีเพื่อนคนไทยของเธอเลย ขณะที่เพื่อนคนไทยคนอื่นเขาอยู่ด้วยกันเป็นคู่ๆ”  NIHON เล่า

 

“ไม่แปลกหรอกนะที่เจ้านายจะกลัว เพราะนี่คงเป็นครั้งแรกที่คนติดเพื่อนอย่างเธอโดนแยกไปอยู่คนเดียว  แต่ฉันเชื่อว่าเธอทำได้” ฉันตอบอย่างมั่นใจ

 

“ฉันก็เชื่อเช่นนั้น” NIHONเห็นด้วย  “แต่ยังดีนะที่ครูเทรนเนอร์เป็นคนไทย แถมเป็นคนที่เจ้านายเคยชื่นชมในเว็บลูกเรือไทยด้วย”

 

NIHON ยังเล่าต่อไปอีกว่า “พี่แซสซี่” เทรนเนอร์คนดังใจดีกับเจ้านายมาก มีอะไรไม่เข้าใจก็ช่วยสอนทุกอย่าง ฉันเองก็โล่งอกที่อย่างน้อยยังมีคนคอยดูแลให้ความช่วยเหลือเธอ เพราะถึงแม้ว่าตามความเป็นจริงอายุของเธอจะเรียกได้ว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ฉันกลับมองว่าเจ้านายก็ไม่ต่างอะไรจากเด็กน้อยอายุ 13 ปี ที่เพิ่งออกมาเผชิญโลกภายนอก มันถึงเวลาที่เธอต้องโตด้วยตัวเองแล้ว ที่นี่ไม่มีพ่อแม่คอยดูแลเธออีกต่อไป

 

 

ทั้งอาทิตย์ NIHON เพื่อนรักคอยอัพเดทข่าวสารให้ฉันได้รู้ตลอด เธอเล่าให้ฉันฟังว่า แม้ในกลุ่มเรียนของเจ้านายจะไม่มีคนไทยเลยสักคน แต่เพื่อนๆ ทุกคนรักกันดี คอยช่วยเหลือกันและกัน จนมาถึงวันสอบ ปลายสัปดาห์ NIHONเล่าว่าเจ้านายร้องไห้

 

“ก ก กก เกิดอะไรขึ้น เธอหกล้มหรือ เพื่อนคนไหนแกล้งเธอเหรอนิฮอน แล้วเธอเป็นอะไรมากไหม” ฉันร้อนใจ

 

“เฮ้อไม่อยากจะพูดเลยว่าเหตุผลที่เจ้านายร้องไห้เนี่ย มันเพราะอะไร” NIHON ถอนหายใจอีกรอบ

 

“อะไรเล่า รีบๆ บอกมาเร็วๆ สิ” ใจฉันเต้นแรงจนกระเป๋าจะระเบิด

 

“เจ้านายเครียดก่อนเข้าห้องสอบนะสิ สติแตกร้องไห้ฟูมฟายกลัวทำไม่ได้ จนเพื่อนๆ ต้องเข้ามาปลอบ เห็นเข้าไปเก็บตัวในห้องครัวคนเดียว แอร์รุ่นพี่ชาวแอฟริกันที่เดินผ่านมาเห็นเข้าเลยเข้ามาให้กำลังใจ ทั้งที่ไม่รู้จักกัน เห็นแล้วก็ดีใจแทนเธอนะที่พบเจอคนดีๆ แต่ก็แอบกังวลแทนเหมือนกันว่าเมื่อไรเธอจะโตสักที เฮ้อ” NIHONถอนหายใจเฮือกใหญ่

 

ฉันได้แต่เงียบ ในใจมันรู้สึกกังวลและเป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก ฉันจะทำอย่างไรเพื่อช่วยเจ้านายได้บ้างนะ

 

“แต่แล้วสุดท้ายเธอก็ได้คะแนนเต็ม100 น่าขำไหมล่ะ” NIHONกล่าวตบท้าย

 

ทั้งฉันและNIHON พูดคำเดียวกันว่า “โล่งอกไปที”

 

อาทิตย์ต่อมา เธอเริ่มสนิทกับเพื่อนๆในกลุ่มที่ถูกจัดให้เรียนด้วยกันมากขึ้น

 

อัล หัวหน้ากลุ่มที่แสนใจดี ไม่เพียงเป็นหัวหน้ากลุ่มในห้องเท่านั้น ไม่ว่าเมื่อไรที่เพื่อนๆ ไม่สบายใจ อัลจะเป็นคนแรกๆ ที่เข้ามาคุยและให้คำแนะนำ

 

เอมม่า และ ลิซ่า สองสาวสวยจากออสเตรเลียที่เป็นมิตรกับเจ้านายเสมอ

 

มาเรีย และ มารีแอนน่า อีกสองสาวน่ารักและขำขันตลอดเวลา แม้ทั้งสองจะมาจากคนละประเทศ แต่ว่ากลับพูดภาษาเดียวกันนั่นก็คือ ภาษาโปรตุเกส แปลกตรงที่น้ำเสียงมารีแอนน่าจะแหบเสน่ห์ ส่วนท่วงทำนองการพูดของมาเรียนั้นน่ารักน่าชังราวกับเด็ก 3 ขวบ(เธอพูดช้า เถียงใครไม่ค่อยทัน) ซึ่งทั้งสองคนนี้ก็โดนเพื่อนๆ ล้อประจำ โดยเฉพาะมาเรียที่โดนเจ้านายเราสอนร้องเพลง “หนูมาลีมีลูกแมวเหมียว”

 

มาลาค สาวชาวเลบานีสที่แสนใจดี ปกติจะเห็นสาวอาหรับดูหน้าดุๆ ตาคมๆ แต่คนนี้ตัวเล็กเสียงหวาน ซึ่งก็มักจะถูกเปรียบเทียบประจำกับ โมฮัมมัด คุณพ่อร่างใหญ่ที่สูงตั้ง190 เซนติเมตร ที่เรียกว่าคุณพ่อเพราะเพื่อนๆ ชอบบอกว่าหนุ่มใหญ่ชาวอียิปต์คนนี้ เมื่อเทียบกับเจ้านายแล้วเหมือนพ่อลูกไม่มีผิด หลังจากโดนล้อเช่นนั้น โมฮัมมัดก็ชอบจับเจ้านายอุ้มเป็นประจำเมื่อเจอ เจ้านายเองก็วิ่งหนี มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอหนีไปนั่งบนเก้าอี้ ทำหน้าทำตารู้สึกสบายใจและปลอดภัยแล้วที่ได้นั่งเก้าอี้ โมฮัมมัดไม่สามารถจับตัวเธอยกอุ้มได้อีก ที่ไหนได้ล่ะ คุณพ่อโมฮัมมัดก็จับยกทั้งเก้าอี้สูงจากพื้นสัก100 เซนติเมตรได้ จนเจ้านายร้องเหวอเลยทีเดียว

 

ซีแอด ชาวตูนิสที่เจ้านายลงความเห็นว่าเหมือนซิมบ้าสิงโตน้อยไลอ้อนคิงวัยเด็ก นายคนนี้เป็นโปรคอมพิวเตอร์มาก่อนที่จะมาเป็นลูกเรือ แอบมีอะไรเด็กๆ เหมือนกัน อย่างเช่นวันแรกของการเรียนที่มาสาย แถมลืมรูดซิบจนเพื่อนๆ ขำกันทั้งห้อง เอาน่า! วันนี้ไม่ใช่วันของนาย

 

แพทรีเชีย เมทร่วมห้องเจ้านายที่ดูแลเธอเหมือนน้องสาว เธอคนนี้เป็นชาวฟิลิปปินส์ที่มีความเป็นอเมริกันสูง เธอเป็นผู้ใหญ่มาก แถมเซ็กซี่อีกต่างหาก

 

สองคนสุดท้าย ฟอนดาลิน และ บีน่า  สองคนที่มีส่วนสำคัญในชีวิตของเจ้านาย สองคนที่เปรียบเสมือนครอบครัว สองคนที่ ช่วยชีวิตเจ้านายไว้เมื่อยามที่เธออ่อนแอ

 

และเมื่อเวลาผ่านไป เจ้านายก็เริ่มสนิทกับเพื่อนๆ มากขึ้น เรื่องราวขำๆ จึงเกิดขึ้น

n514375665_860603_3535
ทายสิใครเป็นใคร

ยินดีที่ได้รู้จัก กระเป๋าใบใหม่กับแอร์ป้ายแดง

สวัสดีจ้ะ ฉันเป็นกระเป๋าเดินทางสีดำยี่ห้อ Samsonite ที่ถูกผลิตออกมาเพื่อแอร์โฮสเตสของสายการบินอาหรับแห่งหนึ่ง รูปร่างหน้าตาของฉันก็เหมือนกับกระเป๋าเดินทางธรรมดาทั่วไป คล้ายกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีดำขนาด มีหูและล้ออีกสองล้อ

 

ฉันตั้งใจแล้วว่า แม้ฉันจะไม่ได้ตั้งใจเกิดมาเป็นกระเป๋าเดินทางของแอร์โฮสเตส แต่ฉันก็จะอดทนทำงานจนหมดอายุการใช้งานของฉัน ให้ผู้ผลิตภูมิใจในกระเป๋าธรรมดาๆ อย่างตัวฉันนี่หละ

 

วันนี้เป็นวันแรกที่ฉันจะได้เจอกับเจ้าของของฉัน เขาจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงนะ หน้าตาเป็นอย่างไร แล้วจะดูแลฉันอย่างทะนุถนอมไหม กังวลจังเลย

 

พวกเราชาวกระเป๋า Samsonite รุ่นลูกเรือทั้งหมดจำนวนกว่าร้อยใบ ถูกเรียงตั้งอยู่บริเวณโถงตึก “โรงเรียนเตรียมแอร์วิทยาลัย” หรือที่บรรดาลูกเรือเรียกกันว่า Training College ที่หูหิ้วของกระเป๋าแต่ละใบมีป้ายชื่อแขวนบอกว่าเจ้าของของพวกเราชื่ออะไร

 

แต่ฉันมองไม่เห็น แย่จัง ฉันมองไม่เห็นชื่อเจ้าของ จึงได้แต่รอว่า หน้าตาเจ้าของฉันจะเป็นอย่างไร

 

พวกเรารออย่างใจจดใจจ่อ ตื่นเต้นแต่ไม่แสดงอาการ และในที่สุดเหล่าแอร์โฮสเตสและสจ๊วตป้ายแดงทั้งหลายก็เดินมาหากระเป๋าเดินทางที่มีชื่อตัวเองติดอยู่

 

คนไหนนะ เจ้าของฉัน?

 

รอแล้วรอเล่า…

ก็รอแล้วรออีก…

 

“นี่ไง กระเป๋าเรา” เสียงแอร์สาวคนหนึ่งดังขึ้น

 

และแล้วเธอก็จับหูหิ้วของฉันยกขึ้น เธอตรวจสอบสภาพตัวฉันทั้งใบ แล้วก็ลากฉันออกไปจากกลุ่มเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ฉันรู้สึกได้ถึงมือเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญของเธอ และฉันเองก็รู้สึกภูมิใจที่จะได้ร่วมงานกับเธอ “เจ้านายของฉัน”

 

และนั่นก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันต้องลาจากเพื่อนกระเป๋ารุ่นเดียวกันทั้งหมดร้อยกว่าใบ พวกเราต่างแยกย้ายออกไปทำหน้าที่ของแต่ละใบ

 

ปล. หลังจากที่เจ้านายวางฉันไว้ในตึกเพื่อออกไปคุยกับเพื่อนๆ แอร์ของเธอที่หน้าประตู เธอหายไปไม่นานมาก แต่พอเธอเดินกลับมา เธอกลับหาฉันไม่เจอ ทั้งที่ฉันก็ยืนอยู่ที่เดิมที่เธอวางเอาไว้แต่ต้น ฉันเริ่มหวั่นใจว่าเราจะไปกันรอดไหม เธอจะดูแลฉันได้ดีแค่ไหน แต่ไม่ว่าอย่างไรฉันจะดูแลเสื้อผ้าของเธอที่อยู่ในตัวฉันให้ดีที่สุด ฉันสัญญาว่าจะเป็นกระเป๋าที่ดี ฉันจะอดทน

 

 

เมื่อกลับถึงบ้าน เจ้านายของฉันจัดแจงตั้งล็อคเพื่อปกป้องตัวฉัน ติดสติ๊กเกอร์บนล้อเพื่อให้ฉันดูแตกต่างจาก

เพื่อนๆ กระเป๋าใบอื่น ฉันเริ่มคุ้นเคยกับเธอมากขึ้น และมั่นใจว่าเธอจะดูแลฉันเป็นอย่างดี

 

“นี่เธอ นี่ๆ ฉันอยู่นี่”

เสียงดังมาจากมุมห้อง

“ฉันอยู่นี่ กระเป๋าลากเอง มองมาทางนี้สิ”

 

เมื่อมองไปก็เห็นกระเป๋าลากขนาดเล็กตั้งอยู่ ที่กระเป๋ามีสติ๊กเกอร์เขียนว่า NIHON ถามไปถามมาจึงรู้ว่าเป็นชื่อที่เจ้านายตั้งให้เธอ ฉันเริ่มรู้สึกน้อยใจที่เจ้านายยังไม่ตั้งชื่อให้ฉันเลย

5eadcb763f41770cb1f984e9_800x0xcover_6kXV5WIM

Source: https://jessicasjourneywithemirates.com/2015/09/16/my-emirates-timeline/