Covid19กับแอร์EK เจออะไรยังไงบ้าง มาอ่านกัน

เนื่องจากว่างๆช่วงCovid เลยเขียนรีวิวสถานการณ์ของเพื่อนๆน้องๆลูกเรือEKไปร่วมสนุกกับทางเพจilawแล้วได้รับการเอาลงเพจ(แอบดีใจ เหมือนสอบติดอะไรงี้55) เลยขอเอาที่ตัวเองเขียนมาลงในเว็บตัวเองด้วยละกันนะ

การเป็นแอร์อาหรับเบสอยู่ดินแดนทะเลทราย ไม่ได้กลับไทย มันไม่ง่ายเลยจริงๆ !
หลายต่อหลายครั้งที่ใจเรียกร้องส้มตำ ข้าวเหนียวไก่ย่าง ต้มแซ่บกระดูกอ่อน และยำมะม่วง อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าหากไม่ขอไฟล์ทบินกลับไทยมาซื้อปลาร้ากลับไปตำตอนอยู่ดูไบ ยังไงก็ยังได้นัดเพื่อนๆแอร์ออกไปร้านอาหารไทยในตัวเมืองชิวๆในวันไม่มีบิน แต่วันนี้ นับตั้งแต่เจอ “โคขวิด19” ปลาร้าที่ตุนไว้ จะหมดไหแล้ว…ทุกอย่างสำหรับแอร์ไทยในดินแดนอาหรับก็เปลี่ยนไป ชีวิตมันไม่ง่ายเช่นเดิม!

จึงเป็นที่มาของรีวิวการรับมือสถานการณ์โควิดของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หนึ่งในประเทศโลกที่ประชากรขับSupercarsไปช้อปปิ้ง ไม่ได้ขี่อูฐเฉกเช่นเราเข้าใจ และสร้างหาดทรายขึ้นมาเองเป็นรูปต้นปาล์ม ส่วนผู้ที่จะให้ข้อมูลเราในวันนี้นั้นนั่งเครื่องบินบ่อยกว่านั่งรถยนต์ นั่นก็คือแอร์โฮสเตสไทยในดูไบนั่นเอง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) นับเป็นประเทศที่มีการตื่นตัวไวเช่นกันกับข่าวการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า เพราะที่สนามบินใหญ่ๆได้มีการเริ่มตรวจคัดกรองวัดไข้นักท่องเที่ยวที่บินมาจากจีน ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม แต่ก็ไม่รอดเงื้อมมือเจ้าไวรัสไปได้ UAEมีผู้ป่วยโควิดรายแรกเป็นหญิงชราชาวจีนจากอู่ฮั่นวัย 73 ปีที่มาท่องเที่ยวกับครอบครัว และจำนวนก็ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนล่าสุด ณ วันที่ 14 เมษายน 2563 UAEมีผู้ติดเชื้อโควิด 4,933 ราย รักษาหาย 933 ราย และเสียชีวิต 28 ราย (ข้อมูลจากNational Emergency Crisis and Disasters Management Authority, The Supreme Council for National Security, United Arab Emirates)

แม้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะแบ่งย่อยออกเป็นหลายรัฐ แต่2รัฐที่ใหญ่และนับเป็นเป้าหมายหลักของนักเดินทางจากทั่วโลกก็คือ ดูไบ และ อาบูดาบี ซึ่งมีสนามบินและสายการบินของตัวเอง(Emirates และ Etihad) และนับเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีชาวต่างชาติไปทำงานและอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มากเสียยิ่งกว่าจำนวนคนที่เป็นเจ้าของประเทศเองเสียอีก จริงๆคนเอมาราติมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับชาวต่างชาติที่เข้าไปอาศัยทำมาหากินในประเทศ จากประสบการณ์ที่ผู้เขียนเคยอยู่ดูไบมา ส่วนใหญ่จะเจอคนอินเดียและปากีสถานเป็นหลัก มีทั้งมาเป็นแรงงาน(ซึ่งสภาพความเป็นอยู่น่าสงสารมากเพราะต้องอยู่กันอย่างแออัด และไม่ได้รับสวัสดิการที่ดีเท่าไรจากนายจ้าง) และมีทั้งกลุ่มที่เป็นพนักงานบริการส่วนต่างๆ เช่น พนักงานขับรถแท็กซี่ พนักงานจัดสินค้าในซุปเปอร์มาร์เกต เป็นต้น แต่หากเป็นชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจ ก็จะมีหลากหลายชาติ ทั้งอังกฤษ สเปน ไทย จีน รัสเซีย ลำพังแค่ลูกเรือเองก็100กว่าสัญชาติแล้ว นอกจากนี้สนามบินที่ดูไบเองก็นับเป็นศูนย์กลางการต่อเครื่องจากทั่วทุกมุมโลก จึงไม่น่าแปลกที่การควบคุมเชื้อโควิดคงเป็นไปได้ลำบากมาก หากไม่มีมาตรการที่แข็งแรงพอ

โควิด19กระทบอะไรกับดินแดนทะเลทรายแห่งนี้บ้าง?

นับตั้งแต่มกราคม ที่มีมาตรการวัดไข้ผู้โดยสารที่บินมาจากจีน และพบผู้ป่วยรายแรกเป็นชาวจีน จำนวนผู้ติดเชื้อซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่เดินทางมาและอยู่อาศัยในUAEก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2563 ทางรัฐจึงได้เริ่มมาตรการเคอร์ฟิวโดยขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน ยกเว้นมีเหตุจำเป็นหรือไปทำงาน และให้นั่งรถยนต์ส่วนตัวได้ไม่เกิน3คน รัฐขอให้ประชาชนอยู่ห่างๆอย่างห่วงๆหรือการทำSocial Distance นอกจากนี้ ห้างสรรพสินค้าก็ถูกสั่งปิดให้บริการ ยกเว้นส่วนของซุปเปอร์มาร์เก็ตและร้านขายยา ร้านอาหารจะเป็นการสั่งดิลิเวอรี่เท่านั้น ไม่มีการนั่งทานที่ร้าน สภาพก็คงไม่ต่างจากประเทศไทยเรามากนักที่ถนนแทบไม่มีรถวิ่ง ทางเดินแทบไม่มีคนเดิน

(รูปบรรยากาศวันLockdownในดูไบจากน้องเอและคุณนายเก่า รถที่เห็นคือจอดเฉยๆข้างทาง ส่วนรูปถนนคือถนนHessaซึ่งปกติรถติดอารมณ์ประมาณสีลมเมืองไทยได้)

93474149_2578196415768101_6709460002706292736_n

(รูปในหมู่บ้านคุณนายเก่ายามกลางคืน ทุกคนกักตัวอยู่ในบ้าน ไม่มีใครออกนอกบ้านทั้งสิ้น)

จากการพูดคุยสัมภาษณ์กับ “คุณนายเก่า” เพื่อนแอร์กี่รุ่นเดียวกันที่ปัจจุบันฝันตัวเป็นศรีภรรยา และ “น้องเอ” แอร์โฮสเตสอาหรับรุ่นน้องที่กักตัวอยู่ในUAEตอนนี้ เล่าให้ฟังว่ารัฐเริ่มมาตรการเฟสแรกด้วยการล็อคดาวน์ 14 วัน ห้ามใครออกจากบ้านช่วงเวลา 20.00 – 06.00 โดยจะมี sms แจ้งเตือนส่งมาที่มือถือทุกคน! ทุกวัน! ก่อนเวลาเคอร์ฟิวเริ่ม (ส่วนตัว ผู้เขียนชอบมาตรการนี้ รู้สึกเหมือนคุณพ่อคุมให้รีบกลับบ้านประมาณนั้น) ใครที่ฝ่าฝืนจะมีค่าปรับแพงมากและปรับอย่างจริงจัง ถ้าขับรถออกมาข้างนอกหลังเวลาเคอร์ฟิวจะมีกล้องถ่ายภาพรถทุกคันที่ออกนอกเวลาเคอร์ฟิว ยกเว้นกรณีที่จำเป็นจริง ๆ และมีการขออนุญาตรัฐก่อนออกจากบ้านแล้ว โดยก็ยังต้องรักษาระยะห่าง 2 เมตร สวมหน้ากากอนามัยและใส่ถุงมือตลอดเวลา ส่วนในเมือง รัฐก็มีการฉีดล้างทำความสะอาดสถานที่ทั่วทั้งเมืองเป็นเวลา 7 วันติดต่อกัน ใช้ทั้งรถ คน โดรน และเฮลิคอปเตอร์

Clint Egbert Gulf News

(ที่มารูปจาก Clint Egbert/Gulf News https://gulfnews.com/photos/news/coronavirus-jumeirah-beach-road-during-disinfection-programme-1.1585340059274?slide=4)

สำหรับลูกเรือ น้องเอเล่าว่าสายการบินยกเลิกรถบัสรับส่งลูกเรือ ยกเว้นคนที่มี special flight ให้ส่งอีเมลบอกรายละเอียดเวลาไปกลับของงาน ทางบริษัทจะส่งรถมารับ ส่วนหอพักลูกเรือก็ห้ามมีการไปมาหาสู่กันระหว่างลูกเรือคนละหอพัก ห้ามคนนอกตึกเข้าเด็ดขาด เพื่อลดการพบปะติดต่อกันระหว่างลูกเรือ

และก่อบครบกำหนดเฟสแรกประมาณ 2 วัน มีการประกาศล็อคดาวน์เพิ่มอีก 14 วัน แต่คราวนี้เป็นเคอร์ฟิวตลอด24 ชม. เข้าสู่การล็อคดาวน์เฟสที่2 ในวันที่4 เมษายน 2563 ซึ่งมีมาตรการเข้มขึ้นคือ การเพิ่มความเข้มงวดเรื่องการออกไปข้างนอก จะออกนอกบ้านได้ก็ต่อเมื่อมีการขออนุญาตกับทางรัฐก่อน และมีจุดประสงค์เพื่อออกไปซื้อของใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น เช่น อาหาร ยา เหตุฉุกเฉินต่างๆ โดยออกได้ไม่เกิน3ชั่วโมง แถมต้องเป็นการส่งตัวแทนจากในบ้านออกไป ไม่อนุญาตให้ไปทั้งครอบครัว

การขออนุญาตรัฐเพื่อออกนอกบ้านนั้น ของเขาล้ำสมัยและรวดเร็วว่องไวแถมสะดวกมาก นั่นคือการขอผ่านทางเว็บไซต์ที่รัฐจัดระบบขึ้นเฉพาะ ไม่ต้องร่างจดหมายและรอใครลงชื่อ หรือยืนต่อคิวคุยกับตำรวจให้ตรวจเอกสารนานเป็นชั่วโมงแบบในไทยเราช่วงเคอร์ฟิวแรกๆแล้วพี่ตำรวจยังงงๆ ในระบบจะมีให้เราเลือกเหตุผลที่ต้องการจะออกจากบ้าน เช่น เพื่อไปทำงาน หรือ เพื่อเหตุผลส่วนตัว(ซื้อของ หาหมอ เหตุฉุกเฉิน) โดยที่เราต้องระบุชื่อสถานที่ที่จะไปและที่อยู่รวมถึงหมายเลขบัตรประชาชน ทะเบียนรถ และระยะเวลาที่จะออกอย่างละเอียด เวลาโดนตำรวจตรวจก็แค่ยื่นมือถือที่มีข้อความอนุมัติตรงนี้ให้ดู ใครไม่ทำโดนลงโทษนะจ้ะ

93255780_544463416206050_6085514079093391360_n

(ตัวอย่างข้อความอนุมัติการออกนอกบ้านช่วงเคอร์ฟิว)

เมื่อไปถึงซุปเปอร์มาร์เก็ต จะมีการวัดอุณหภูมิก่อนเข้า แจกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ และให้ใส่ถุงมือทุกคน ใครไม่มีถุงมือเขาก็มีแจกให้ หรือไปโรงพยาบาลก็จะโดนวัดอุณหภูมิและจดรายชื่อพร้อมซักประวัติการเดินทางทุกคนที่เข้าออก แม้แต่เข้าไปสอบถามข้อมูลเฉย ๆ ก็ต้องซักประวัติวัดอุณหภูมิ ให้ทุกคนยืนห่าง ๆ กัน รักษาระยะระหว่างรอซักประวัติ

สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคล ให้นั่งได้แค่ 2 คนต่อคัน คือ คนขับและอีกคนนึงนั่งข้างหลังฝั่งตรงข้ามคนขับ ส่วนใครที่ไม่มีรถ ยังต้องใช้รถไฟฟ้า ปิดจ้า! รัฐไม่ให้ใช้บริการเลยเพื่อลดการแออัดสำหรับผู้ที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ แต่ยังเห็นมีรถเมล์บริการอยู่ ไม่ก็นั่งแท็กซี่ น้องเอเล่าให้ฟังว่าพนักงานขับรถแท็กซี่เองก็ต้องป้องกันตัวเอง โดยการติดตั้งพลาสติกใสขั้นระหว่างคนขับและผู้โดยสาร คนขับทุกคนใส่หน้ากากอนามัย และกำหนดให้รับผู้โดยสารได้มากสุด 2 คนโดยให้นั่งเบาะหลัง ห้ามนั่งเบาะหน้าข้างคนขับเด็ดขาด

ตำรวจเอง ก็จะคอยเรียกตรวจรถที่ขับไปมา ขอดูหลักฐานอนุมัติออกนอกบ้าน รวมถึงหลักฐานยืนยันว่าออกมาข้างนอกเท่าที่จำเป็นตามที่ขอในระบบไป นอกจากนี้ หากเราไม่ใส่หน้ากาก ไม่ใส่ถุงมือ มีความผิด โดนปรับอีก ตอนกลางคืนก็มีรถตำรวจลาดตระเวนตรวจดูความเรียบร้อย รวมถึงมีจุดตรวจโควิดแบบ Drive Through

ส่วนสายการบินเอง ก็ได้ประกาศหยุดบินเกือบทั้งหมด เหลือไว้เพียงบางประเทศและเที่ยวบินขนส่งสินค้า เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดนั่นเอง  ซึ่งในจุดนี้ ไม่เพียงแต่เฉพาะผู้โดยสารที่ต้องพบกับความลำบากในการเดินทาง ลูกเรือและพนักงานต่างชาติอย่างคนไทยเราก็ได้รับผลกระทบ นั่นคือการลดเงินเดือนตามลำดับขั้นของอายุงาน หรือบางคนก็มีรับข้อเสนอขอกลับประเทศโดยLeave without pay และสำหรับคนที่เลือกที่จะอยู่ในUAE ก็ต้องทำการกักตัวอยู่แต่ในห้องพัก

ก่อนหน้าที่จะประกาศหยุดบินชั่วคราว น้องเอเล่าให้ฟังว่า สายการบินเองก็มีมาตรการดูแลบนไฟล์ทอย่างดี เปลี่ยนเซอร์วิสบนไฟล์ทเพื่อลดการสัมผัสกันให้มากที่สุด มีการกั้นห้องน้ำสำหรับลูกเรือโดยเฉพาะ บนเครื่องลูกเรือจะมีถุงมือ หน้ากากอนามัย และเจลล้างมือให้ แต่เจลแอลกอฮอล์มีให้เฉพาะไฟลท์เสี่ยง เช่น จีน ฮ่องกง ไทย ไต้หวัน ฯลฯ หลังจบไฟล์ท จะมีการตรวจวัดอุณหภูมิ และทำสวอพเทสเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งหลังโพรงจมูก แจ้งผลผ่านทางเว็บไซต์ Dubai Health Authority ภายใน 7 วัน และลูกเรือจะทำไฟล์ทต่อไปก็ต่อเมื่อกักตัวครบ14วัน ส่วนใครที่ผลตรวจโควิดเป็นpositive สายการบินจะโทรหาภายในไม่กี่วัน พร้อมมีรถจากโรงพยาบาลมารับตัวไปทันที

ดูเหมือนเขาจะมีแต่มาตรการต่อสู้กับโควิด แล้วเยียวยาละ?

ตามที่เกริ่นไปแต่ต้นบทความว่า ประชากรที่เป็นคนUAEจริงๆของเขานั้นมีน้อยมาก และส่วนใหญ่ “มีอันจะกิน” ก็เลยไม่เกิดปัญหาการขาดรายได้ชนิดแทบไม่มีเลี้ยงปากเลี้ยงท้องแบบในไทยเรา จากการสัมภาษณ์น้องเอและคุณนายเก่า ทั้งสองลงความเห็นว่าการเยียวยาของรัฐดูเหมือนจะเป็นการช่วยบริษัทองค์กรไปเลยมากกว่า แล้วให้องค์กรไปดูแลลูกจ้างตัวเองอีกที ณ ปัจจุบันดูเหมือนรัฐจะมุ่งเน้นที่การระงับเชื้อโรคไม่ให้แพร่กระจายเพิ่มมากกว่า เพื่อหยุดเชื้อโคโรน่าตัวนี้ให้ได้ ประชากรชาวเอมาราติของเขาดูเหมือนจะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้าง แต่ยังอยู่ได้ ไม่อดอยากชนิดไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะกินอะไร ที่กระทบคงจะเป็นเรื่องการดำเนินชีวิต ซึ่งปกติคนเอมิราติเองก็ไม่ค่อยออกมาเดินเล่นข้างถนนไปไหนมาไหนอยู่แล้ว(ก็มันร้อนแทบไหม้) จะเจอทีก็ตามห้างเดินช้อปปิ้งเสื้อผ้า น้ำหอม เครื่องใช้โดยมีแม่บ้านคนเอเชียเดินตาม การเคอร์ฟิวก็คงทำให้พวกเขาอย่างมากก็แค่เบื่อหน่อย(แต่หากยืดยาวกว่านี้ก็ไม่แน่) เพราะขาดความสะดวกสบายนั่นเอง แถมหากใครกังวลว่าตัวเองติดรึยัง ก็มีDrive throughที่ขับรถเข้าไปตรวจได้เลยโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง

แต่สำหรับคนทั่วไปที่สงสัยว่าจะเป็นและไปตรวจที่โรงพยาบาล เช่น แรงงาน กรรมกร พนักงาน ปกติเขาจะต้องมีประกันซึ่งบริษัทที่พาเข้าประเทศมาทำงานต้องจัดการให้อยู่แล้ว และที่เราเห็นว่าจำนวนคนติดเชื้อสูง คุณนายเก่ามองว่าเพราะเขาเทสประชาชนอย่างทั่วถึง นับว่าเป็นการดูแลประชาชนที่คุณนายรู้สึกแฮปปี้มาก ยกนิ้วให้เป็นอันดับต้นๆของโลกในการตรวจเชื้อเลย แถมยังมีการลดค่าไฟค่าน้ำให้ผู้อาศัยด้วย

ที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นประชากรแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในUAEมากกว่า เพราะที่อยู่มีความแออัด บางกลุ่มต้องนอนด้วยกันเป็น10คน ลองคิดเล่นๆหากมีคนติดโควิดเพียง1คน จะเกิดอะไรขึ้น? รวมถึงพนักงานระดับกลางที่ต้องจ่ายค่าเช่าห้องเองแล้วโดนLeave without Pay ตรงนี้คุณนายเก่าเล่าว่าทางรัฐก็ขอความร่วมมือกับทางเจ้าของหอให้ช่วยผ่อนปรนค่าเช่า ณ จุดนี้ยังไม่เห็นมีใครมานอนเป็นคนไร้บ้านตามสวนสาธารณะ แต่ก็เริ่มมีการตั้งจุดแจกจ่ายอาหารฟรีบ้างแล้วสำหรับคนที่ลำบาก อย่างไรก็ดี หากเป็นแบบนี้ต่อไปนานๆ ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นเยี่ยงไร คุณนายเก่ากล่าวทิ้งท้าย

สุดท้ายแล้ว ในมุมมองของคนไทยอย่างเราที่เคยอาศัยอยู่ที่UAE สิ่งที่น่าชื่นชมของการจัดการโควิด19ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็คือระบบการจัดการที่เอาจริงทั่วถึงและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากๆ ที่น่าชื่นชมเลยก็คือการขออนุมัติออกจากบ้านช่วงเคอร์ฟิวที่ง่ายและสะดวกควบคู่กับความเข้มงวด ตรวจเอาจริง ปรับแรงแถมแพงด้วย  ซึ่งทำให้การล็อคดาวน์ประเทศประสบผลดี อย่างไรก็ดี ต้องเข้าใจว่าการที่จะทำแบบนี้ได้ UAEมีระบบการทำทะเบียนราษฎร์ที่ยอดเยี่ยมมาแต่ต้น และจำนวนประชากรเองก็ไม่มากเท่าไทย ประชาชนพื้นเมืองและชาวต่างชาติที่มาอาศัยทุกคนสามารถตรวจสอบประวัติได้ผ่านฐานข้อมูลที่ลงทะเบียนEmirates ID ดังนั้นเมื่อพื้นฐานเขาดี การจัดการก็ง่ายตามไปด้วย หากประเทศไทยเราจะนำมาทำตาม ประสิทธิผลอาจจะไม่ดีเท่า แต่อย่างน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเลย โดยอาจจะเริ่มต้นด้วยการเพิ่มเป็นทางเลือก ลองนำระบบออนไลน์มาใช้ร่วมกับใบอนุญาตกระดาษทั่วไป ก็น่าจะทำให้ชีวิตหลายๆคน เช่น หมอ พยาบาล ที่ต้องกลับบ้านในช่วงเวลาเคอร์ฟิวง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องไปวิ่งเสียเวลาไล่หากระดาษและให้ผู้ใหญ่อนุมัตินั่นเอง แถมกับประชาชนคนธรรมดาที่มีมือถือสมาร์ทโฟนก็เข้าถึงง่ายขึ้นด้วย

.

“แต่อย่างว่าเถอะ แค่ระบบAIแจกเงิน5,000บาท ยังมีปัญหาขนาดนี้ ความหวังที่จะมีระบบจัดการเรื่องอื่นคงต้องรอไปก่อนกระมัง?”

.

ขอบคุณเพื่อนๆและน้องๆ โดยเฉพาะ “น้องเอ” และ “คุณนายเก่า” ที่ให้ข้อมูลและรูปถ่าย/คลิปด้วยนะคะ

///////////////////////////

Reference

https://gulfnews.com/uae/health/coronavirus-in-uae-four-of-a-family-infected-1.1580273983681

http://covid19.ncema.gov.ae/en

https://gulfnews.com/uae/government/coronavirus-uae-urges-people-to-stay-in-their-homes-1.1584916668613

https://gulfnews.com/uae/government/coronavirus-uae-shuts-malls-for-two-weeks-hypermarkets-to-remain-open-1.1584914600541

https://gulfnews.com/photos/news/coronavirus-jumeirah-beach-road-during-disinfection-programme-1.1585340059274?slide=4

https://www.emirates.com/us/english/help/travel-updates/

https://www.etihad.com/en-us/travel-updates/covid-19-uk-eu

https://dxbpermit.gov.ae/home

เกี่ยวกับ crewabs

ที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ให้ความรู้ สร้างฝัน มอบความหวังและกำลังใจให้กับคนที่อยากติดปีกเป็นลูกเรือ บ่อยครั้งที่เราเห็นภาพว่าแอร์สจ๊วตต้องสวย หล่อ เก่ง เกิดมาก็เพอร์เฟ็คเลย แต่Crewabsเองขอเปลี่ยนความเชื่อเหล่านั้นโดยใช้ตัวเองเป็นตัวอย่างค่ะ . ไม่จำเป็นต้องสวยหล่อราวกับนางฟ้า ไม่จำเป็นต้องเกิดมาเก่งแต่เกิด Crewabsเชื่อว่าคนเราไม่มีใครเพอร์เฟ็คและไม่มีใครเก่งหรือดีแบบสุดๆ เราทุกคนมีเสน่ห์ในแบบของเรา จุดที่สำคัญคือเราต้องมองให้ออกและพรีเซ็นต์จุดเด่นในตัวให้เป็น เราก็จะสวยหล่อและเก่งในแบบของเราได้ . ที่โรงเรียนCrewabsเราNo Pre-screen เปิดรับน้องๆที่สนใจทุกคนเข้ามาเรียนได้โดยไม่มีการคัดเลือกสกรีนหน้าตา ส่วนสูง หรือระดับภาษาว่าต้องเก่งแค่ไหน เหตุผลก็เพราะดั่งที่บอกไป ขอแค่เปิดใจและสู้ เท่านี้เพียงพอค่ะ . Crewabsพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่ต้องสวย หล่อ เก่งแต่เกิด ก็ติดปีกได้ เชิญกดชมรูปน้องๆนักเรียนติดปีกในอัลบั้มรูปinspirationได้เลยค่ะ "แล้วเราคงได้เจอกันในคลาสนะ เหล่าสจ๊วต สจี และแอร์วอนนาบีของพี่ทุกคน"

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s